“เบื่อว่ะ เคยไหม เพื่อนเข้าใจเราผิด จนทำให้ทะเลาะกัน ยิ่งแก้ไขก็ยิ่งบานปลาย”
เมื่อครู่นี้เพื่อนคนหนึ่งเพิ่งส่งสารสั้นๆนี้มาถึงเราผ่านทางเฟซบุ๊กช่องทางสื่อสารของวัยโจ๋ เราไม่รู้หรอกว่าเพื่อนคนนี้กำลังเผชิญกับปัญหาอะไร แต่ที่เราคิดคือ “เพื่อนเข้าใจเราผิด” กับ “ยิ่งแก้ไขก็ยิ่งบานปลาย” สองคำนี้มันขัดแย้งกัน
เราเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับทุกคนบนโลกนี้ ทุกคนคงเคยเข้าใจผิดคนอื่นและถูกคนอื่นเข้าใจผิดเช่นกัน แต่สิ่งที่หลายคนมักเลือกทำเมื่อถูกเข้าใจผิด คือ พยายามที่จะแก้ไข
“ลืมไปหรือเปล่าว่า การแก้ไข เอาไว้ใช้ในโอกาสที่ ทำผิด”
เมื่อการแก้ไขถูกนำมาใช้ในโอกาสที่ถูกคนอื่นเข้าใจผิด เลยทำให้มันไร้ประสิทธิผลเพราะนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์นั่นเอง เพราะเวลาที่คนเราพยายามจะแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดมันจะประกอบไปด้วยมวลรวมของความร้อนรน นั่นเพราะเรากำลังแก้เรื่องผิดให้มันถูก เช่น เวลาที่ทำงานสักอย่างผิดพลาด เราก็จะร้อนรน วิตกกังวล และรีบเร่งแก้ไข
แล้วการถูกคนอื่นเข้าใจผิด ถ้าไม่แก้ไขแล้วจะทำอย่างไรล่ะ?
เข้าใจผิด แปลว่า ไม่ได้ทำผิดใช่หรือไม่ ดังนั้นแล้ว การเข้าใจผิดจึงไม่ต้องการ การแก้ไขใด มันต้องการเพียงแค่ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพียงเท่านี้…
การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่างจากการแก้ไข เพราะมันไม่ต้องใช้ความพยายาม และเราไม่ต้องวิตก ร้อนรนเพราะเราทำถูกต้องอยู่แล้วเพียงแต่คนอื่นแค่เข้าใจเราผิด การสร้างความเข้าใจที่ถูก ต้องการแค่การอธิบาย พูดความจริงที่ถูกต้องให้ผู้อื่นได้รับรู้เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน เพียงเท่านั้น!
ตั้งคำตอบก่อนคำถาม
แต่ยังคงมีหลายคนที่เมื่อเข้าใจผิดกันแล้ว อธิบายด้วยวาจาละเมียดละไมเพียงใดก็ยังเอาไม่อยู่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ การอธิบายต้องการ “การรับฟัง” นั่นเอง
ทุกคนต้องเคยพบเหตุการณ์ประเภทที่ว่า…
A: แกมีแฟนยังวะ
B: ไม่มีอ่ะ ไม่เคยไม่เลย
A: แกอย่ามาโกหก ใครจะเชื่อ
B: ก็ไม่เคยมีจริงๆ
A: ไปหลอกคนอื่นเหอะ
นี่เป็นแค่ตัวอย่างขำขำ เรากำลังจะบอกว่า มีคนหลายคนที่เขาคิดอะไรไว้ในใจอย่างหนึ่ง เหมือนตัวอย่างข้างต้นที่คิดว่าเรามีแฟนแล้ว แล้วเขาจึงนำสิ่งที่เขาคิดมาถามเรา ว่ามีแฟนหรือยัง ซึ่งเท่ากับว่าเขามีคำตอบอยู่ในใจมาก่อนแล้ว แล้วจึงมาถามเรา นั่นจึงทำให้เขาไม่เชื่อในคำตอบของเรา หากเขาเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาคิด เมื่อคำตอบมาก่อนคำถามเลยทำให้คนถามอยากได้เพียงคำตอบเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เขาคิดเอาไว้มันถูกต้อง คำตอบของเราและการอธิบายใดๆที่สวนทางความคิดของเขาจึงมีโอกาสไร้ค่าสูง
เช่นเดียวกันกับเวลาที่เราถูกใครเข้าใจผิด สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การแก้ไข แต่เป็นเพียงการสร้างความเข้าใจด้วยการอธิบายสิ่งที่ถูกต้อง แต่สำหรับผลที่จะเกิดขึ้น มันต้องมีปัจจัยการยอมรับฟังเข้ามาเป็นส่วนประกอบ ความเข้าใจจึงจะเกิดขึ้น
ดังนั้นเหตุการณ์วันนี้ ที่สุดเราจึงบอกเพื่อนของเราได้เพียงว่า ถ้าไม่ได้ทำผิดก็ไม่ต้องแก้ไข เมื่อเธอทำดีที่สุดแล้ว และรู้สึกเหนื่อยก็ให้วางมันลง ให้อีกฝ่ายได้มีช่วงเวลาได้ทบทวน เผื่อวันนึงอาจเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง
“เคยเห็นไหมสัตว์บางตัวเมื่อเราวิ่งเข้าใส่มันจะวิ่งหนีเราอาจเพราะกลัวเรา บางทีเมื่อเราหยุดมันก็จะหยุดบ้างและอาจหันกลับมาพินิจเราแล้วก็จะเลิกหนีอาจเพราะเข้าใจแล้วว่าเราไม่ได้จะทำร้ายมัน”

