คำตอบอาจมีอยู่แล้ว

2 เม.ย.

 “เบื่อว่ะ เคยไหม เพื่อนเข้าใจเราผิด จนทำให้ทะเลาะกัน ยิ่งแก้ไขก็ยิ่งบานปลาย”

         เมื่อครู่นี้เพื่อนคนหนึ่งเพิ่งส่งสารสั้นๆนี้มาถึงเราผ่านทางเฟซบุ๊กช่องทางสื่อสารของวัยโจ๋ เราไม่รู้หรอกว่าเพื่อนคนนี้กำลังเผชิญกับปัญหาอะไร แต่ที่เราคิดคือ “เพื่อนเข้าใจเราผิด” กับ “ยิ่งแก้ไขก็ยิ่งบานปลาย” สองคำนี้มันขัดแย้งกัน

         เราเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับทุกคนบนโลกนี้ ทุกคนคงเคยเข้าใจผิดคนอื่นและถูกคนอื่นเข้าใจผิดเช่นกัน แต่สิ่งที่หลายคนมักเลือกทำเมื่อถูกเข้าใจผิด คือ พยายามที่จะแก้ไข

“ลืมไปหรือเปล่าว่า การแก้ไข เอาไว้ใช้ในโอกาสที่ ทำผิด”

         เมื่อการแก้ไขถูกนำมาใช้ในโอกาสที่ถูกคนอื่นเข้าใจผิด เลยทำให้มันไร้ประสิทธิผลเพราะนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์นั่นเอง เพราะเวลาที่คนเราพยายามจะแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดมันจะประกอบไปด้วยมวลรวมของความร้อนรน นั่นเพราะเรากำลังแก้เรื่องผิดให้มันถูก เช่น เวลาที่ทำงานสักอย่างผิดพลาด เราก็จะร้อนรน วิตกกังวล และรีบเร่งแก้ไข

         แล้วการถูกคนอื่นเข้าใจผิด ถ้าไม่แก้ไขแล้วจะทำอย่างไรล่ะ?

         เข้าใจผิด แปลว่า ไม่ได้ทำผิดใช่หรือไม่ ดังนั้นแล้ว การเข้าใจผิดจึงไม่ต้องการ การแก้ไขใด มันต้องการเพียงแค่ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพียงเท่านี้…

         การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่างจากการแก้ไข เพราะมันไม่ต้องใช้ความพยายาม และเราไม่ต้องวิตก ร้อนรนเพราะเราทำถูกต้องอยู่แล้วเพียงแต่คนอื่นแค่เข้าใจเราผิด การสร้างความเข้าใจที่ถูก ต้องการแค่การอธิบาย พูดความจริงที่ถูกต้องให้ผู้อื่นได้รับรู้เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน เพียงเท่านั้น!

ตั้งคำตอบก่อนคำถาม

         แต่ยังคงมีหลายคนที่เมื่อเข้าใจผิดกันแล้ว อธิบายด้วยวาจาละเมียดละไมเพียงใดก็ยังเอาไม่อยู่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ การอธิบายต้องการ “การรับฟัง” นั่นเอง

         ทุกคนต้องเคยพบเหตุการณ์ประเภทที่ว่า…

A: แกมีแฟนยังวะ

B: ไม่มีอ่ะ ไม่เคยไม่เลย

A: แกอย่ามาโกหก ใครจะเชื่อ

B: ก็ไม่เคยมีจริงๆ

A: ไปหลอกคนอื่นเหอะ

          นี่เป็นแค่ตัวอย่างขำขำ เรากำลังจะบอกว่า มีคนหลายคนที่เขาคิดอะไรไว้ในใจอย่างหนึ่ง เหมือนตัวอย่างข้างต้นที่คิดว่าเรามีแฟนแล้ว แล้วเขาจึงนำสิ่งที่เขาคิดมาถามเรา ว่ามีแฟนหรือยัง ซึ่งเท่ากับว่าเขามีคำตอบอยู่ในใจมาก่อนแล้ว แล้วจึงมาถามเรา นั่นจึงทำให้เขาไม่เชื่อในคำตอบของเรา หากเขาเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาคิด เมื่อคำตอบมาก่อนคำถามเลยทำให้คนถามอยากได้เพียงคำตอบเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เขาคิดเอาไว้มันถูกต้อง คำตอบของเราและการอธิบายใดๆที่สวนทางความคิดของเขาจึงมีโอกาสไร้ค่าสูง

         เช่นเดียวกันกับเวลาที่เราถูกใครเข้าใจผิด สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การแก้ไข แต่เป็นเพียงการสร้างความเข้าใจด้วยการอธิบายสิ่งที่ถูกต้อง แต่สำหรับผลที่จะเกิดขึ้น มันต้องมีปัจจัยการยอมรับฟังเข้ามาเป็นส่วนประกอบ ความเข้าใจจึงจะเกิดขึ้น

         ดังนั้นเหตุการณ์วันนี้ ที่สุดเราจึงบอกเพื่อนของเราได้เพียงว่า ถ้าไม่ได้ทำผิดก็ไม่ต้องแก้ไข เมื่อเธอทำดีที่สุดแล้ว และรู้สึกเหนื่อยก็ให้วางมันลง ให้อีกฝ่ายได้มีช่วงเวลาได้ทบทวน เผื่อวันนึงอาจเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

“เคยเห็นไหมสัตว์บางตัวเมื่อเราวิ่งเข้าใส่มันจะวิ่งหนีเราอาจเพราะกลัวเรา บางทีเมื่อเราหยุดมันก็จะหยุดบ้างและอาจหันกลับมาพินิจเราแล้วก็จะเลิกหนีอาจเพราะเข้าใจแล้วว่าเราไม่ได้จะทำร้ายมัน”

วาเลนไทน์ ระลึกรัก ระเริงรัก

12 ก.พ.

14 กุมภาพันธ์

             วันที่วัยรุ่นส่วนใหญ่ในยุคสมัยนี้ต่างเฝ้ารอคอยการมาถึงของมัน

             วันธรรมดาๆในหนึ่งปี ที่สามารถตอกย้ำความเจ็บปวดของหลายๆคนไปพร้อมๆกับเพิ่มพูนความสุขใจให้กับหลายๆคนในขณะเดียวกัน

             วันที่เด็กสาวจำนวนไม่นอนบูชามันด้วยเรือนร่าง

            “วันที่ความหมายในตัวของมันค่อยๆถูกกลืนกินและผิดเพี้ยนไป”

วาเลนไทน์

             วันที่ระลึกถึงนักบุญเซนต์วาเลนไทน์ ผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา ความรัก และความปรารถนาดีต่อ  เพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง แต่คนในยุคสมัยนี้กี่คนกันที่ยังคงระลึกถึงความหมายที่แท้จริงของ “วันวาเลนไทน์”

             สังคมบ้านเราในปัจจุบัน โดยเฉพาะในหมู่วัยหนุ่มสาว วัยแห่งการคึกคะนองในการใช้ชีวิต บทระเริงรักในวันวาเลนไทน์ของเด็กหนุ่มสาวเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวขานเป็นกระแสในทุกๆปี ความพิเศษของวาเลนไทน์ปีนี้คงหนีไม่พ้นมาตรการคุมเข้มของภาครัฐที่ห้ามเยาวชนออกจากบ้านหลังสี่ทุ่ม และแต่งกายยั่วยุ

             เสียงวิพากษ์วิจารณ์หนึ่งที่ชัดเจนในสังคมเกี่ยวกับการออกมาตรการนี้ คือ รัฐกำลังคิด และทำอะไร กฎข้อนี้สามารถแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง และมันมีประโยชน์อย่างไร

             สิ่งเหล่านี้กำลังบอกอะไรกับเรา ความดีงามของวัฒนธรรมการระลึกถึงบุคคลที่ดีคนหนึ่งหายไปไหน ประเพณีสวาทวาเลนไทน์เกิดขึ้นได้อย่างไร มาตรการการห้ามปรามต่างๆใช้ได้จริงเพียงไร หรือแท้จริงแล้วค่านิยมและการปลูกฝังของสังคมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนจนกระทั่งสิ่งใดก็ห้ามยุคของการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมระลึกรักไปสู่วัฒนธรรมระเริงรักได้ยาก

เทศกาลคอนแวนต์

             กระแสข่าวหนึ่งที่คงสะเทือนแวดวงเด็กคอนแวนต์ไม่น้อย คือ ข่าวเทศกาลคอนแวนต์ ที่มีสมาชิกเว็บไซต์อนาจารเกี่ยวกับการแอบถ่ายเด็กสาว รวมถึงการแลกเปลี่ยน ซื้อขายชุดนักเรียนและชุดชั้นใน แห่งหนึ่งร่วมกันจัดตั้งเทศกาลนี้ขึ้นในวันวาเลนไทน์ โดยให้สมาชิกออกล่าตระเวนแอบถ่าย เด็กคอนแวนต์ และมีการแนะนำสถานที่ที่เหมาะแก่การแอบถ่ายเด็กสาวเหล่านี้กัน

             นี่ควรจะเป็นเรื่องที่สังคมและรัฐต้องรับรู้ และตระหนักว่าขณะนี้การระเริงรักวันวาเลนไทน์มันล้าสมัยไปเสียแล้ว สังคมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว บทสวาทของคู่รักสองต่อสองเป็นเรื่องล้าหลัง ความเสื่อมโทรมของสังคมกำลังก้าวล้ำไปมากกว่านั้น  

            “มาตรการห้ามออกจากบ้านหลังสี่ทุ่ม ห้ามแต่งกายยั่วยุ จะมีประสิทธิผลเพียงไร เมื่อแม้แต่ยามสว่างในเครื่องแบบนักเรียนแขนยาว ติดกระดุมถึงคอยังมิอาจต้านกามารมณ์ของคนได้”

             การบูชารักด้วยเรือนร่างในวันแห่งความรัก คือเหตุผลของการมอบความรักจากดวงใจที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง หรือเป็นเพียงแค่วัฒธรรมจอมปลอมและข้ออ้างของการตอบสนองอารมณ์ส่วนตัว สำหรับอารมณ์คงเป็นเรื่องส่วนบุคคลและวิจารณญาณของเขา แต่สำหรับค่านิยมในวัฒนธรรมที่เสื่อมโทรมนี้คงเป็นสิ่งที่ต้องปรับแก้ที่รากเหง้าและการปลูกฝังของสังคม นี่คงจะเป็นประสิทธิผลที่มากกว่ามาตรการปลายเหตุที่ไร้คนฟัง

คนจุดชนวน

10 ก.พ.

        “ไม่ว่าจะเกิดปัญหาหรือวิกฤตใดๆ สิ่งที่มักพบในสังคมไทยคือการแสวงหาคนจุดชนวน โดยที่ไม่ได้มองว่าชนวนนั้นมันถูกใครผลิตขึ้นมา เพราะแท้จริงแล้วหากชนวนไม่ถูกผลิตขึ้นแต่แรก มันก็ไม่มีวันที่จะระเบิดได้ เช่นนี้แล้วทำไมเวลาระเบิดเราถึงยังถามหาคนจุดชนวนแทนที่จะแก้ไขที่หน่วยผลิต”

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

        จากกระแสข่าว “คำหยาบเกลื่อนเฟซบุ๊ก อนาจารไร้การควบคุม” ของหนังสือพิมพ์หอข่าว ที่ปรากฎในเว็บไซต์เดลินิวส์ออนไลน์ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อกำเนิดแฟนเพจโดยใช้ชื่อหยาบคาย พูดคุยหยาบคาย โพสต์ภาพอนาจารที่ขยายวงกว้างมากขึ้นทุกขณะ เพจที่ได้รับความนิยมมีสมาชิกเพจกว่าห้าหมื่นคน โดยปราศจากการควบคุมใดๆ สมาชิกส่วนใหญ่ในเพจ คือ เด็กซึ่งมองว่าสถานที่เหล่านี้มีไว้ใช้ระบายอารมณ์ แสดงตัวตนในแบบที่ไม่สามารถทำได้ในโลกแห่งการเผชิญหน้า

หลังชนวนระเบิด

         นับจากนาทีที่ข่าวนี้ถูกเผยแพร่ นอกจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์หลายแง่มุมทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่อยู่คู่กับข่าว ยังมีชาวเพจหยาบที่พยายามโต้แย้งว่าคนจะหยาบไม่เกี่ยวกับเพจแต่เป็นสิ่งที่มีติดตัวอยู่ก่อนแล้ว และการกล่าวขานว่าเพจหยาบเหล่านี้เป็นที่พึ่งและพักพิงของสมาชิกหลายๆคน แต่ปรากฏการณ์ในสังคมเพจหยาบที่เกิดขึ้นคือ การแสดงความไม่พออกพอใจ ผ่านการด่าทอ ข่มขู่คนข่าวผู้เปิดประเด็น ตามล่าสืบเสาะข้อมูลประวัติส่วนตัว รวมถึงตั้งแฟนเพจแสดงความไม่พอใจ

นอกแว่นวารสารฯ ในใจคนเพจ

        สี่วันผ่านไปหลังการจุดประเด็นเพจหยาบขึ้นในสังคม มองในมุมของเด็กวารสารศาสตร์คนหนึ่ง ซึ่งฝันที่จะก้าวสู่วงการสื่อ ก็เพียงต้องการเปิดประเด็น ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันให้สังคมได้ตระหนักถึงสิ่งที่อาจส่งผลเสียในภายภาคหน้า แต่สื่อมีหน้าที่เพียงการนำเสนอความจริง ความจริงซึ่งได้รับมาจากการค้นหาและการสัมภาษณ์ ถ่ายทอดเรื่องราวจากแหล่งข่าวผ่านตัวอักษรด้วยมือของเรา ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดไม่ใช่ “ความคิดเห็น” ของคนข่าว

        หลังข่าวถูกนำเสนอ ฉันนั่งมองความคิดเห็นที่เกิดขึ้นในสังคม สลัดคราบของ “เด็กวารสารศาสตร์” และลองสวมจิตวิญญาณชาวเพจหยาบดูสักครั้ง คำถามแรกที่เกิดขึ้นในโสตประสาทหลังจากใส่ใจสมาชิกเพจลงในตัว คือ “ถ้าตอนนี้ฉันเป็นแอดมินผู้ตั้งเพจหยาบ ฉันเป็นเด็กคนหนึ่งที่ติดอกติดใจเพจนี้ สิ่งที่ฉันจะทำคืออะไร”

        น่าแปลกว่าคำตอบที่ได้รับจากใจของฉันมันตรงข้ามกับปรากฏการณ์สังคมเพจหยาบที่กำลังเกิดขึ้น เพราะคำตอบของฉัน คือ หากฉันเชื่อมั่นว่าเพจนี้แค่มีคำหยาบเป็นส่วนประกอบเพื่อความบันเทิง ซึ่งใครๆเขาก็พูดกัน หากฉันเชื่อมั่นว่าเพจนี้เป็นพื้นที่ที่สามารถแวะมาพักพิง หากฉันเชื่อว่าเพจนี้มีดีมากกว่าที่สังคมคิด

        หากฉันเชื่อดังนั้น สิ่งที่ฉันจะทำคือการสร้างพลัง ใช้โอกาสที่แฝงอยู่ในวิกฤต รวมตัวร่วมกันเผยสิ่งดีดีที่ทุกคนพยายามกล่าวขานให้สังคมได้รับรู้ เพราะข่าวเป็นเพียงแค่ประเด็นที่ถูกนำเสนอ ไม่ใช่คำพิพากษาใดๆ แน่นอนคนหนึ่งคนพูดอาจไม่มีใครฟัง แต่สมาชิกเพจที่มีอยู่ไม่ใช่แค่สิบ ร้อย พัน แต่เป็นหมื่น ถ้าสิ่งดีดีมีแฝงอยู่จริง สังคมจะไม่รับฟังคนครึ่งแสนก็คงจะตลกเกินไป

        เมื่อชนวนถูกผลิตขึ้น และถูกจุดด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ท่ามกลางกองไฟที่ลุกโชนสิ่งที่คนมักถามหาคือ “คนจุดชนวน” แต่ทำไมเราถึงไม่นึกอยากถามคนผลิตดูบ้างว่าเขาผลิตมันขึ้นมาเพื่ออะไร และชนวนที่สามารถจุดติดไฟได้นั้นจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีสิ่งป้องกันความปลอดภัย หรือมันสามารถวางไว้ได้อย่างอิสระเสรี

สัมผัสที่แตกต่าง

17 ม.ค.

 ”ความอบอุ่นยิ่งมีความหมายเมื่อมันเกิดขึ้นจากคนแปลกหน้า”

credit: twitter @jirabell

     “แล้วความอบอุ่นจากคนแปลกหน้ามันมีความหมายอย่างไร?” ครั้งหนึ่งยังคงสงสัย

    หรือเรากำลังคุ้นเคยความอบอุ่น และอ้อมกอดจากคนคุ้นเคยรอบกาย บางทีเราอาจรู้สึกว่าคำปลอบประโลมเหล่านั้นมันซ้ำๆ จนอาจเหมือน คนที่กินยาสักชนิดบ่อย จนดื้อยา แต่ไม่ได้หมายถึงยานั้นใช้ไม่ได้ผลเพียงแต่อาจต้องเพิ่มปริมาณ หรือออกฤทธิ์ยากไปเสียหน่อย

    แต่บางทีมันอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับฤทธิ์ของยา ฤทธิ์ของคำปลอบประโลมอันมหาศาล แต่มันขึ้นอยู่กับตัวยาที่เข้ากับร่างกายเรามากที่สุด ตัวยาที่ว่าอาจเป็นใครสักคนที่นั่งเฉยๆมีคำพูดไม่กี่คำ หรือมีแต่ความเงียบ แต่ฤทธิ์ของยาชนิดนี้อาจช่วยเราได้มากกว่าตัวยาชั้นเลิศอย่างคำพูดเลิศหรูมากมาย

    ”ความอบอุ่นจากคนแปลกหน้า” อาจเป็นคำพูด อ้อมกอด หรือสัมผัสใดๆ คงเหมือนกับยาชนิดใหม่ที่เราไม่เคยลองแล้วรู้สึกว่าได้ผลดีจัง แต่นั่นเป็นเพราะเรายังไม่ดื้อยา หรือยานั้นเข้ากับร่างกายเราได้ดี ก็ยังคงไม่รู้จนกว่าวันเวลาจะทดสอบตัวยาชนิดนี้เมื่อเราคุ้นเคย

    ”ความอบอุ่นจากคนแปลกหน้า” อาจเป็นใครที่เราไม่คุ้นเคยที่เข้ามาปลอบประโลมในวันที่เราท้อแท้ จนเรารู้สึกได้ว่าทำไมนะคนที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตเราถึงห่วงใยเราได้เพียงนี้ ในที่สุดมันอาจทำให้เรารู้สึกอบอุ่นได้มากกว่าอะไรที่เคยคุ้นจนชินชา

    ที่สุดแล้ว ระหว่าง “คนแปลกหน้า” กับ “คนคุ้นเคย” ความอบอุ่นแบบไหนกันที่เราไม่สามารถขาดได้

    สำหรับฉัน คนแปลกหน้า อาจเป็นความอบอุ่นที่ช่วยเติมเต็มความรู้สึก

    ส่วนคนคุ้นเคย คงเป็นความอบอุ่นที่เป็นส่วนหนึ่งของหัวใจ 

    แต่ไม่ว่ามันจะมาจากใคร ความหมายใดจะมีมากกว่า แต่เมื่อได้รับมันมาฉันเชื่อว่ามันคงทำให้คุณมีกำลังใจก้าวเดินต่อไปไม่มากก็น้อย

ผู้มาพิง

21 ธ.ค.

                ‘ถ้าจะยืนพิงขนาดนี้ ทีหน้าทีหลังช่วยพกเสาใส่กระเป๋ามาจากบ้านเลยนะคะ’ เสียงบ่นในใจของฉันในหลายๆครั้ง เมื่อต้องเจอเหตุการณ์ที่คนเบียดแน่นบนรถไฟฟ้า และในขณะที่ทุกคนกำลังยืนจับยึดเสาเป็นที่พึ่งในการทรงตัวนั้น ก็มักจะมีผู้มาเยือนคนใหม่ที่เข้ามาถึงก็ยืนพิงเสาทับมือคนอื่น ราวกับว่าพวกเขาเป็นเจ้าของเสานี้เสียเอง

                ภายในใจหลายๆคนก็คงคิดเหมือนกับฉันเพียงแต่ว่าไม่มีใครพูดมันออกมา อาจด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง ด้วยความเกรงใจ มารยาท คำว่าสังคมที่ค้ำอยู่ หรือง่ายๆคือไม่อยากมีเรื่อง แต่สิ่งที่คนหลายๆคนมีอยู่กลับไม่ช่วยให้คนบางคนมีความเกรงใจ หรือมารยาทที่เพิ่มขึ้นเอาเสียเลย ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ฉันได้พบกับเหตุการณ์เช่นนี้ แม้กระทั่งบางคนซึ่งเป็นข้าราชการ หรือนักศึกษาแพทย์ ที่ด้วยอาชีพคือการบริการ และช่วยเหลือผู้อื่น ก็ยังมิวายที่จะเบียดเบียนเสาเพียงต้นหนึ่ง

                บางทีความไร้มารยาทจากเหตุการณ์นี้อาจมีนัยยะทางสังคมที่ซ่อนอยู่ การเบียดเบียนเสาบนรถไฟฟ้าของคนบางคนก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ชอบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นในสังคมเลย ในสังคมของเรามักจะมีคนที่ชอบเบียดเบียน เอาเปรียบคนอื่นๆตั้งแต่เรื่องเล็กๆไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆอยู่เสมอซึ่งเขาก็เหมือนกับคนที่ขึ้นมายืนพิงเสาในขณะที่คนอื่นจับเสานั้นอยู่ และเมื่อไม่มีใครพูดออกมา อาจด้วยความเกรงใจที่ถูกสังคมหล่อหลอมขึ้นมา พฤติกรรมของคนที่ชอบเบียดเบียนก็คงไม่มีวันหายไป จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นจึงไม่หายไปจากสังคมของเรา

                หากคนหลายๆคนที่ถูกเบียดเบียนเสาแยกความเกรงใจ ออกจากความถูกต้อง ผู้ที่มายืนพิงเหล่านั้นคงถูกตักเตือนและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเช่นเดียวกับคนที่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นในสังคม ถ้าคนส่วนใหญ่ยึดถือความถูกต้องมากขึ้น ใครทำอะไรผิดก็ชี้แจง ว่าไปตามผิด คงจะดีไม่น้อย ก็ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งคนที่ยืนจับเสาจะเห็นความถูกต้องและกล้าที่จะบอกผู้พิงเสา แล้ววันนั้นก็คงจะมีพื้นที่ยืนมากขึ้นให้อีกหลายๆคนในสังคม

รู้ดำ เพื่อทำขาว

20 ก.ย.

                 วันนี้นะคะนั่งฟังเพลงอยู่ก็ไปเจอเพลงประกอบละครดอกส้มสีทอง ฟังแล้วก็อดนึกถึงละครเรื่องโด่งดังแห่งปีเรื่องนี้ไม่ได้ เรียกได้ว่าหลายหลายคำพูดของตัวละครแทบจะทั้งเรื่องนี้ตราตรึงใจผู้ชมไปตามๆกัน แต่สำหรับเราที่เรียกได้ว่าประทับใจสุดๆ น่าจะเป็นตอนจบของละครที่มี พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี มาเทศก์สอนในหลายๆเรื่องจากการดูละครแต่ที่เราชอบมากๆคือประโยคนี้ค่ะ

 

‘ทุกความเลวย่อมมีที่มาทุกความดีก็ย่อมมีเหตุผล ดำจะชัดเจนก็ต่อเมื่อมีขาว ขาวจะชัดเจนก็ต่อเมื่อมีดำ เราต้องพร้อมยอมรับโลกทั้งสองด้าน ฉะนั้นเราต้องมีภูมิคุ้มกัน ถ้าเราเจอแต่คนดีดี เราเดินออกจากบ้านไปเจอคนเลวเราจะรู้ทันไหม คุณไม่มีทางหรอก เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนรู้ทั้งดีทั้งไม่ดี ดีเรียนเอาไว้เป็นแบบอย่าง ไม่ดีรู้เอาไว้เท่าทัน’

 

          ละครที่โด่งดังเรื่องนี้ถูกว่ากล่าวในความแรงทั้งคำพูดและการกระทำของตัวละครจนเป็นเรื่องเป็นราวให้วิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่โต แต่ที่สุดแล้วละครก็คือละคร ถ้าเรารู้จักนำมาปรับใช้มันก็ย่อมเกิดประโยชน์นะคะ จริงดังคำพระท่านสอนค่ะ สังคมเรามักไม่ยอมรับในสิ่งที่เลวร้ายต่างๆ แต่บนโลกใบนี้ไม่มีใครที่ไม่เคยทำผิด ไม่เช่นนั้นก็คงไม่มีคำว่าผิดกับถูก สิ่งไม่ดีต่างๆล้วนมีไว้เพื่อให้เราเรียนรู้ ไม่ใช่ให้กระทำตาม  รู้เท่าทันเพื่อให้เราดำเนินชีวิตของเราไปในทางที่ถูกที่ควร รู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี การกระทำต่างๆจะส่งผลอย่างไรกับเรา…

 

เครดิต : www.youtube.com/watch?v=zRtGZWARQqE

จัดด้วยใจ

20 ก.ย.

            ว้าว…ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่านี่คือ ย่านอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ใจกลางเมืองของเรา ไม่น่าเชื่อว่ามันจะโล่งได้ขนาดนี้ ภาพที่เห็นกันทุกวันจริงๆมันต้องรถเยอะๆคนเบียดๆสิถึงจะถูกใช่ไหมคะ ฮ่าๆ เมื่อวันก่อนเราก็ได้เห็นคนแต่งตัวแบบนี้มายืนโบกรถจัดระเบียบถนนกันที่ป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัยก็ยังสงสัยอยู่ว่าเขาทำอะไรกันแต่วันเดียวก็หายไป พอมาเมื่อวานนี้ก็ได้มาเจออีกครั้งที่อนุเสาวรีย์

           คุณคนที่โบกรถทั้งหลายที่เห็นกันนี้เขาเรียกว่า สายตรวจพิเศษค่ะ มาช่วยกันโบกรถ จัดระเบียบการจอดรถสาธารณะทั้งหลายให้เป็นที่เป็นทาง ซึ่งจากที่เห็นนี่เรียกได้ว่าเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นเยอะจริงๆนะคะ

          แต่เกรงว่ามันจะเป็นการลงทุนที่เสียเปล่าหรือเปล่า? การจัดระเบียบที่ใช้เวลาเพียงวันสองวันจะสามารถล้มล้างพฤติกรรมเดิมๆได้อย่างถาวรจริงหรือ?

 

          เรื่องนี้ก็ขอฝากไว้นะคะ ในความเป็นจริงแล้วคำถามข้างต้นทุกคนคงมีคำตอบในใจกันอยู่แล้ว เพราะในโลกความเป็นจริงการจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างในทางที่ดีขึ้นอย่างถาวรนั้นไม่สามารถใช้เวลาเพียงชั่วข้ามคืนได้คุณว่าจริงไหม การจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างให้ดีขึ้นต้องใช้เวลา ความอดทน ความพยายาม และใจที่อยากจะเปลี่ยนแปลงจริงๆ สำหรับการจัดระเบียบรถนี่ก็เช่นกันการที่รถจะจอดถูกที่ถูกทางเป็นระเบียบหรือไม่นั้นเราว่าอยู่ที่จิตสำนึกร่วมกันของคนในสังคมมากกว่าค่ะ ถ้าทุกคนไม่เอาความสะดวกของตัวเองเป็นหลักจนจอดกันตามอำเภอใจทุกอย่างก็จะเป็นระเบียบเรียบร้อยเอง

          อย่าลืมนะคะทุกอย่างอยู่ที่ใจของเรา ขอให้ความพยายามและความตั้งใจจริงของคุณจะสามารถเปลี่ยนอะไรก็ตามที่คุณอยากจะเปลี่ยนมันในทางที่ดีขึ้นให้สำเร็จได้

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.